หน่วยการเรียนรู้ที่5 ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างชิ้นงานหรือโครงงาน

ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างชิ้นงานหรือโครงงาน

การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างชิ้นงานหรือโครงงานอย่างมีจิตสำนึกและความรับผิดชอบ เป็นเจ้าหน้าที่ที่ผู้สร้างชิ้นงานหรือผู้จัดทำโครรงานด้วยคอมพิวเตอร์ทุกคนต้องตะหนักและปฏิบัติตามแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงานที่เป็นของตนเองอย่างแท้จริง โดยไม่คัดลอกผลงานผู้อื่นทำซ้ำ ดัดแปลงแอบอ้างผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง เพราะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ้ทางปัญญาโดยการพัฒนาโครงงานเกี่ยวกับซอฟแวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุผลนี้นักเรียนจึงต้องศึกษาพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ให้เข้าใจก่อนลงมือทำ
1.           ลักษณะการใช้งานลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ถูกจัดเป็นงานลิขสิทธิ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งได้รับความคุ้มครองในฐานะงานวรรณกรรม การคุ้มครองงานลิขสิทธิ์เป็นไปโดยอัตโนมัติไม่ต้องจดทะเบียน หรือต้องมีข้อความหรือสัญลักษณ์แสดงความเป็นเจ้าของของลิขสิทธิ์ปรากฏอยู่กับผลงานลิขสิทธิ์ โดยทั่วไปการซื้อโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากผู้จำหน่ายไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อสามารถกระทำการใดๆแก่โปรแกรมนั้นได้โดยเสรี แต่เป็นการได้มาซึ่งสิทธิในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามสัญญาอนุญาตที่ได้มาพร้อมกับการตกลงซื้อขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์เท่านั้น ผู้ใช้จึงต้องพึงระวังว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นมีลิขสิทธิ์ และไม่อาจทำซ้ำ ดัดแปลงหรือกระทำการใดๆแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ แม้การทำซ้ำหรือดัดแปลงดังกล่าวจะเป็นการกระทำแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากจะเข้าข้อยกเว้นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ
อย่างไรก็ดี เพื่อมิให้เจ้าของลิขสิทธิ์ผูกขาดงานลิขสิทธิ์ของตน อันเป็นการขัดขวางพัฒนาการทางการศึกษา และการใช้ประโยชน์โดยสาธารณชนตามสมควรอย่างเป็นธรรม กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ใช้สามารถใช้ประโยชน์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นได้เฉพาะบางกรณี เช่น วิจัยหรือศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกรณีที่จำเป็นแก่การใช้โดยจะต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร
2.           ประเภทของโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการนำมาใช้งาน
โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน มีหลากหลายประเภทละมีการนำมาใช้งานที่แตกต่างกัน เนื่องจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ฉะนั้นประเภทและการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้งานจึงเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ตัวอย่างประเภทของโปรแกรมคอมพิวเตอร์และการนำมาใช้งาน มีดังต่อไปนี้
2.1 โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการจำหน่ายและแสวงหากำไร เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เจ้าของลิขสิทธิ์มุ่งเน้นผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนในเชิงพาณิชย์จากผู้ใช้ เช่น
                                โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการจำหน่าย (Commercial Software) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทนี้เป็นโปรแกรมที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อจำหน่ายและหากำไร ผู้ซื้อได้สิทธิในการใช้เท่านั้น โดยเจ้าของลิขสิทธิ์จะกำหนดเงื่อนไขหรือข้อจำกัดการใช้แตกต่างกันไป ดังนั้น ผู้ใช้จึงต้องอ่านสัญญาอนุญาต (License Agreement) อย่างละเอียดก่อนใช้ เจ้าของลิขสิทธิ์บางรายอาจจะอนุญาตผู้ใช้ที่ศึกษาให้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทนี้เพื่อการศึกษาได้ในราคาพิเศษ อย่างไรก็ดี ขึ้นอยู่กับเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะกำหนดราคา
                                 โปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบทดลองใช้ (Shareware Software หรือ Trail ware) เจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ อนุญาตให้ผู้ใช้ทดลองใช้ได้ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยกำหนดระยะเวลาของการทดลองใช้ไว้ อันเป็นมาตรการทางการตลาดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ ไม่อนุญาตให้
ผู้ทดลองใช้นำไปจำหน่าย หรือแสวงหาผลประโยชน์ทางการค้าหรือหากำไร ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ได้จากอินเตอร์เน็ต หรือทำซ้ำจากแผ่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นได้และเมื่อตดสินใจซื้อ ผู้ซื้อได้รับสิทธิ์ในการใช้งานเท่านั้น โดยผู้ซื้ออาจจะได้รับการบริการด้านเทคนิคหลังการขาย รวมถึงอาจได้รับเอกสารเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม และอาจมีการอัปเกรด(upgrade) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ภายหลังด้วย
        กรณีการทดลองใช้อย่างต่อเนื่อง กล่าวคือ กรณีที่ครบกำหนดระยะเวลาทดลองใช้แล้ว ผู้ใช้ดาวน์โหลดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่อีกครั้งเพื่อทดลองใช้ต่อไปเรื่อยๆโดยไม่ซื้อโดยเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เพราะอาจขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงาน อันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และกระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร ทั้งนี้ ผู้ใช้ควรจะต้องศึกษารายละเอียดของเงื่อนไขในการอนุญาตให้ทดลองใช้อย่างละเอียด                                                                                                                                                                 
ลักษณะของสัญญาอนุญาตให้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกลุ่มนี้ (แต่ไม่ได้เป็นข้อกำหนดตามกฎหมาย) โดยทั่วไปมีดังนี้
            ผู้ใช้อาจไม่สามารถทำซ้ำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ ยกเว้นกรณีการทำสำเนา เพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงรักษาหรือป้องกันการสูญหาย และจะใช้สำเนาที่ทำสำรอง (backup copy) ไว้ได้เฉพาะ เมื่อโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต้นฉบับสูญหาย หรือเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้เท่านั้น
           ผู้ใช้ไม่สามารถพัฒนาต่อยอดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์
               ผู้ใช้ไม่สามารถจำหน่ายหรือโอนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซื้อมาได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ และการโอนต้องโอนไปทั้งหมด ทั้งโปรแกรมคอมพิวเตอร์และคู่มือการใช้
        2.2 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ให้ใช้โดยไม่แสวงหากำไร เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เจ้าของลิขสิทธิ์เปิดโอกาสให้สาธารณชนทำซ้ำได้โดยไม่คิดมูลค่า เช่น
              1)   โปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบใช้ได้เสรี (Freeware Software)         
                            โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเทนี้มีลิขสิทธิ์โดยเจ้าของลิขสิทธิ์จะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ซึ่งจะมีข้อจำกัดการใช้น้อยกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการจำหน่ายและโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบทดลองใช้ เช่น อาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ใช้สามารถทำซ้ำได้ฟรี แต่ห้ามจำหน่ายหรืออาจอนุญาตให้บุคคลทั่วไปใช่ได้ ยกเว้นหน่วยราชการ
                 อาจมีการมอบรหัสต้นฉบับ(souce code) พร้อมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผู้ใช้สามารถดีดแปลงหรือทำวิศวกรรมย้อนกลับได้
สามารถพัฒนาต่อยอดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ทั้งนี้ผู้พัฒนาต่อยอดจะต้องยินยอมให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาต่อยอดขึ้นนั้นเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบใช้ได้เสรีเช่นกัน กล่าวคือ ไม่สามารถอ้างลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาต่อยอดขึ้นมา หรือนำไปจำหน่ายในลักษณะที่เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการจำหน่ายหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบทดลองใช้ได้ อย่างไรก็ดี เจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ ที่ได้พัฒนาออกมาใหม่ให้เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการจำหน่ายได้
       2)   โปรแกรมคอมพิวเตอร์สาธารณะ (Public Domain Software)
                    โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทนี้เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์สาธารณชน สามารถใช้ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้พัฒนาสละลิขสิทธิ์แล้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่หมดอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์แล้ว
                      อาจไม่มีการส่งมอบรหัสต้นฉบับ (source code) พร้อมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่ผู้ใช้สามารถดัดแปลงหรือทำวิศวกรรมย้อนกลับได้
                     สามารถพัฒนาต่อยอดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และไม่มีเงื่อนไขในการใช้และจำหน่ายจ่ายแจกโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้มีการพัฒนาต่อยอดขึ้นมานั้น
       3)   โปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบรหัสเปิด (Open-source Software)
                       โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มผู้พัฒนา (community) มากกว่าผู้พัฒนาเพียงผู้เดียว ผู้พัฒนาจะแจกจ่ายรหัสต้นฉบับหรือชอร์สโค้ด (source code) ไปพร้อมกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาอนุญาต เช่นGNU/GPL (GNU General Public License) หรือBSD License (Berkeley Software Distribution License) ส่วนใหญ่แล้วโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบรหัสเปิดมักให้ดาวน์โหลดทางอินเตอร์เน็ตได้ฟรี หรืออาจคิดราคาจำหน่ายแผ่นโปรแกรมคอมพิวเตอร์กรณีซื้อจากผู้จัดจำหน่ายทั่วไป ซึ่งราคาจำหน่ายนี้รวมถึงรหัสต้นฉบับ บริการด้านเทคนิคและการพัฒนาหลงการจำหน่ายด้วย
                       โปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทนี้จะมีรหัสต้นฉบับให้เสมอ ผู้ใช้สามารถดัดแปลงหรือทำวิศวกรรมย้อนกลับได้
                                  สามารถพัฒนาต่อยอดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตแต่เมื่อพัฒนาต่อยอดแล้ว จะต้องระบุที่มาของโปรแกรมคอมพิวเตอร์เดิมที่ได้ถูกพัฒนาต่อยอดขึ้น เพื่อที่ผู้ใช้คนต่อไปเมื่อพัฒนาต่อยอดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประเภทนี้แล้ว ผู้พัฒนามรสิทธิ์จำหน่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ ในลักษณะของคอมพิวเตอร์เพื่อการพาณิชย์                    (Commercial Software)การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้อาจมีเงื่อนไข เช่น ต้องระบุชื่อผู้สร้างสรรค์ ระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ไว้ในรหัส (code)
                 ลักษณะของสัญญาอนุญาตให้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกลุ่มนี้ (แต่ไม่ได้เป็นข้อกำหนดตามกฎหมาย) โดยทั่วไปมีดังนี้      
                       สามรถดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้
                       สามารถทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ ทั้งการทำเพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงรักษาหรือป้องกันการสูญหาย และการแจกจ่ายโดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร
3.ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์
                พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 35 กำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไว้หลายประการ ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวจะต้องภายใต้กฎเกณฑ์ของการใช้ลิขสิทธ์ที่เป็นธรรม 3 ประการ คือ 1) ต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ 2) ต้องไม่กระทบกระเทือนสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร และ 3) ไม่มีวัตถุปะสงค์เพื่อหากำไร ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์มีดังนี้
1.)        วิจัยหรือศึกษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อาจรวมถึงการทำวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse engineering) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อศึกษาดูรูปแบบวิธีการเขียนโปรแกรม โดยไม่ได้ทำประการอื่นใดแก่โปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นเพื่อหากำไร
2.)        ใช้เพื่อประโยชน์ของเจ้าของสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้สำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นมาโดยถูกต้องตามกฎหมาย เช่น นำสำเนาโปรแกรมเกมคอมพิวเตอร์ที่ได้รับมาโดยชอบด้วยกฎหมายมาใช้เล่นส่วยตัว ไม่ได้นำออกแสวงหากำไรโดยการให้ผู้อื่นเช่าหรือเรียกเก็บเงินจากการให้ผู้อื่นได้เล่นเกม
3.)        ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น เช่น นักข่าวคอลัมน์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) เขียนวิจารณ์ผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ออกใหม่ลงในนิตยสาร โดยระบุชื่อผู้สร้างสรรค์และเจ้าของลิขสิทธิ์ไว้ด้วย
4.)        เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น เช่น ผู้สื่อข่าวเสนอรายงานข่าวการนำโปรแกรมต้านไวรัสชนิดใหม่ออกจำหน่ายโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
ทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่สมควรโดยผู้ซื้อหรือได้รับโปรแกรมนั้นมาจากบุคคลอื่นโดยถูกต้อง เพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงรักษาหรือป้องกันการสูญหาย เช่น การทำสำเนา1.)        โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้องไว้สำรองใช้เฉพาะกรณีที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต้นฉบับสูญหายหรือเสียหายจนไม่สามมารถใช้งานได้
2.)        ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงานที่มีอำนาจตามกฎหมายหรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว เช่น พนักงานอัยการนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกแสดงถึงวิธีการทำงานเพื่อศาลพิจารณาในคดีละเมิดลิขสิทธิ์
3.)        นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ เช่น ในการสอบเพื่อผ่านหลักสูตรวิชาคอมพิวเตอร์ อาจารย์ผู้สอนให้นักศึกษาตอบคำถามเกี่ยวกับโครงสร้างของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตามกรณีปัญหา
4.)        ดัดแปลโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในกรณีที่จำเป็นแก่การใช้ เช่น ผู้ใช้สามารถดัดแปลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นได้ เพื่อให้สามารถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นกับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์อื่นที่มีอยู่ได้
 9.)  จัดทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บรักษาไว้สำหรับการอ้างอิงหรือค้นคว้าเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน เช่น ห้องสมุดเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) จัดทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์จำนวนเล็กน้อยรวบรวมไว้เพื่อเป็นข้อมูลให้สาธารณชนค้นคว้า โดยไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร
4. เกณฑ์การพิจารณา
ในการพิจารณาการใช้ลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมสำหรับงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์อาจไม่สามารถนำหลักในเรื่องลักษณะของงานลิขสิทธิ์และปริมาณและสัดส่วนของการใช้งานมาเป็นเกณฑ์ ดังเช่นการพิจารณาการใช้ลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรมสำหรับงานทั่วๆไปได้ อย่างไรก็ตาม หลักในเรื่องวัตถุประสงค์และความเหมาะสมในการใช้งานลิขสิทธิ์ รวมถึงผลกระทบต่อการตลาดหรือมูลค่าของงานลิขสิทธิ์ ยังสามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาควบคู่กับบทบัญญัติของกฎหมายตามที่กล่าวข้างต้นในข้อ3.ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาประกอบกับสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ (License Agreement) ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่ละชุดที่ซื้อมาว่ามีเงื่อนไขการอนุญาตอย่างไร เช่น อนุญาตให้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 ชุด ต่อ 1 เครื่อง หรืออนุญาตให้ใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ 20 เครื่อง ในระบบ LAN เป็นต้น
ข้อควรพิจารณาในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้ควรตระหนัก มีดังนี้
ผู้ได้โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาโดยถูกต้องตามกฎหมายสามารถทำสำเนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในจำนวนที่สมควร เพื่อเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงรักษาหรือป้องกันการสูญหาย แต่ไม่สามารถทำสำเนาโปรแกรม
1)            คอมพิวเตอร์เพื่อขายหรือแจกจ่ายเพื่อนฝูงหรือญาติพี่น้องได้ เพราะการกระทำดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการตลาดของเจ้าของลิขสิทธิ์ ทำให้รายได้ของเจ้าของลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
2)            ผู้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำงานไม่สามารถนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นมาลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน แม้จะเป็นการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในเวลาที่ต่างกัน เว้นแต่กรณีที่สัญญาอนุญาตระบุให้สามารถทำได้
3)            โรงเรียนสอนคอมพิวเตอร์ไม่สามารถลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว (Single License) ในเครื่องคอมพิวเตอร์ 6 เครื่อง เพื่อใช้สอนนักเรียน 6 คนในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเป็นการทำซ้ำเกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต
4)            การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน นายจ้างไม่สามารถลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว ในคอมพิวเตอร์ของลูกจ้างคนอื่นๆ ได้แม้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ นั้นจะอยู่ในสำนักงานเดียวกันก็ตาม
5)            การนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ออกให้เช่า หรือให้ยืมเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยอ้อมไม่สามารถกระทำได้ นอกจากได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน เช่น การเช่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ
   ผู้ใช้ต้องตระหนักไว้ก่อนเสมอว่าโปรเเกรมคอมพิวเตอร์ทุกชิ้นที่ได้มาเป็นงานมีลิขสิทธิ์ แม้อาจไม่มีจุดแสดงความเป็นเจ้าของ และต้องพิจารณาเงื่อนไขในสัญญาอย่างละเอียดก่อนทำสำเนาหรืออื่นๆกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์
   ผู้ใช้ควรสำรวจตรวจหีบห่อที่บรรจุโปรแกรมคอมพิวเตอร์ว่ามีสัญญาให้ใช้ลิขสิทธิ์ให้ทำซ้ำอย่างไรนอกจากนี้ ควรดูที่หน้าจอ หรือเอกสารอื่นๆที่ระบุสถานะของลิขสิทธิ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
   ผู้ใช้ควรแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องกับโปรแกรมทราบถึงการใช้ตามที่ระบุไว้โดยควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรเช่น ประกาศแจ้งให้พนักงานรู้การใช้โปรแกรม
                     นอกจากนี้สถาบันการศึกษาหรือองค์กรนิติบุคคลควรทำการสำรวจการใช้โปรแกรมคอมอย่างสม่ำเสมอ และกำหนดนโยบายอย่างชัดเจนในการบริหารจัดการสินทรัพย์โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อไม่ให้มีการใช้โปรแกรมเกินกว่าสัญญาที่ระบุไว้หรือเกินข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่กฎหมายอนุญาตให้กระทำได้หากละเมิดกฎหมายจะสันนิฐานว่าเป็นการร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคลนั้นเว้นเเต่พิสูจน์ได้ว่านิติบุคคลนั้นได้กระทำโดยตนไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอม
5. การรับรู้ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
           การนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ตามมาตรา35(3) ติชม วิจารณ์หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น และมาตรา35 (4) เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในโปรแกรมคอมนั้น ผู้ใช้ต้องแจ้งให้ทราบถึงชื่อผลงาน ชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ และผู้สร้างสรรค์ (ถ้ามี) ด้วย
6. บทกำหนดโทษสำหรับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์

ความคิดเห็น